.......สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องชาวประเทศเทยประเทศดัดจริตที่สุดบนโลกใบนี้ ประเทศที่มีกระทรวงวัฒนธรรมไว้ฟ้องร้องศิลปินระดับโลกที่ใส่ชฎาและไหว้แบบไทยในคอนเสิร์ตปิดจำกัดผู้ชมแต่แค่ตักเตือนสาวโชว์นมวาดรูปในรายการช่วงไพร์มไทม์ที่มีเด็กและเยาวชนนั่งดูตาแป๋ว....กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า

.......  ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงรีวิวต้องขอเท้าความถึงความผูกพันของผมกับเรือไททานิก (อยากเล่ามาก) หลายๆคนอาจจะรู้จักไททานิกผ่านภาพยนตร์ชู้รักเรือล่มสะบะละฮึ่มผ่านฉากเรทบนรถม้าอะไรก็ว่าไป แต่ผมเป็นคนที่รู้จักไททานิกผ่านเพลงประกอบหนังเรื่องนี้  ในสมัยที่ไททานิกดังเปรี้ยงปร้างนั้น ผมไม่ได้มีโอกาสไปดูที่โรงภาพยนตร์หรอก เพราะผมอยู่บ้านนอก(ขอนแก่น) ในสมัยนั้นการไปโรงหนังไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ แถมพอมันออกมาเป็นแผ่น ก็โดนพ่อแม่สกรีนว่าเรท R ซะงั้น (สองคนนี้โตมาโดยโดนสอนระบบโลกสวย)

.......ไททานิกกับผมนั้นรู้จักกันผ่านวิชาภาษาอังกฤษตอนประถม 3 ในตอนนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่านนอกเวลา ผมได้รับเนื้อเพลงเป็นการบ้านที่ต้องเติมคำที่ขาดหายไปและต้องสรุปเรื่องย่อจึงได้นั่งอ่านและแปลเรื่องราวของเรือลำนี้ทีละเล็กละน้อย จนผมเริ่มชอบมัน (คือโรงเรียนโหดไปนะ ตอนนั้นจำได้ว่าแม่ต้องมาช่วยแปล)
 
.......ในสมัยที่ Imax 3-D เข้ามาแรกๆนั้น ผมได้มีโอกาสเข้ามาดูที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นกะว่าจะดู Panda 3D แต่ดันเข้ากรุงเร็วเกินไป ผมเลยได้ดูหนังสารคดีไททานิกแทน  ผมจำได้ขึ้นใจว่าในโรงภาพยนตร์ 15 ที่เมเจอร์รัชโยธิน มีคนดูเพียง 10 คน และอากาศก็หนาวมาก เรื่องราวภาพยนตร์ตอนนั้น เป็นการพูดคุยของคุณโรส และทีมสำรวจ ภาพในภาพยนตร์ตัดไปมาระหว่างซากเรือ กับฉากจำลองในหนัง  ตอนนั้นผมได้เห็นหุ่นยนต์กล่อง 2 กล่อง ที่บังคับโดยเรือดำน้ำไปสำรวจซากเรือไททานิกคุณรู้ไหมครับ ผมน้ำตาไหลกับเรื่องนี้ 
 
.......การที่คนในอดีตถูกซ้อนภาพกับซากต่างๆนั้น ยิ่งทำให้ผมหดหู่ และตื่นเต้นไปในเวลาเดียวกัน ผมอยากรู้ว่า ในขณะนั้น ผู้คนบนเรือลำนี้ รู้สึกกันอย่างไร  ผมเก็บมาคิด และตามหาหนังสือมาอ่านบ้าง เจอในนิตยสารต่างๆบ้าง เรื่องที่เล่าในสื่อไทย ไม่ค่อยมีเรื่องราวของเรือที่ชนภูเขาน้ำแข็ง แต่จะกล่าวถึงอาถรรพ์ของมัมมี่เจ้าหญิงอียิปต์และเพชรสีน้ำเงินเสียมากว่าตามวิสัยคนไทย  แต่ตัวผมนั้นสนใจในทฤษฏีวิทยาศาสตร์มากกว่า

.......ผมโชคดีที่ได้ดูดิสคัฟเวอร์รี่ชาแนลตอนไททานิกเต็มๆ แต่นั้นก็เป็นช่วงที่เด็กมากเหลือเกิน จนจดจำอะไรไม่ได้มากนัก  ที่ผมติดใจมีหลายอย่าง เช่น ทำไมไททานิกถึงล่ม ภูเขาน้ำแข็งก้อนเบ้อเร้อทำไมไม่หลบกัน แล้วทำไมกัปตันที่มีความเชี่ยวชาญถึงพลาดท่า  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมสนุกในการค่อยๆค้นหาคำตอบ ผมว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเรียนรู้ที่ครอบครัวผมสั่งสอนมาตอนเด็กๆเมื่อผมสงสัยอะไร พ่อแม่มักจะไม่ตอบตรงๆ แต่จะพาเข้าไปในร้านหนังสือ ผมมีโอกาสเลือก ระหว่างหนังสือหรือของเล่นเดือนละ 1 ชิ้นแน่นอนว่าของเล่นที่ผมเลือกช่วงนั้น มักจะเป็นเรือ แถมยังเคยเอามาทำเหมือนไททานิกตอนกำลังจะจมด้วยนะ แต่กระดูกงูไม่ยักหักแฮะ  ไม่นานนัก ผมก็ได้คำตอบจากคำถามที่ค้นพบด้วยตัวเอง จากสื่อต่างๆของเมืองนอก ต้องยอมรับว่ากว่าจะได้ข้อมูลพวกนี้มาลำบากมากและต้องให้แม่ช่วยแปลให้ จนในที่สุด พ่อก็ให้ดูไททานิกจากแผ่นซะที
 
.......ตอนที่ดูครั้งแรก ผมหันไปถามแม่ว่า ทำไมเค้าต้องเอาขวดเหล้าเขวี้ยงไปที่เรือ แม่ก็ไปหยิบหนังสือที่ผมยังอ่านไม่ออกมาเปิดแล้วอธิบายว่า นั่นคือการฉลองในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ  หัวใจของผมพองโตทุกครั้งเวลาเห็นเรือลำใหญ่ๆ  หรือตอนที่ได้ขึ้นไปอยู่บนเรือ แม้ว่ามันจะเป็นเรือจักรีนฤเบศวร์ก็ตาม  มันอยากเอาเหล้าไปเขวี้ยงแบบในหนังบ้างเสียจริง  (แต่พ่อก็ขัดว่ามันเป็นแชมเปญนะ คอเหล้ามาตอบเอง)
 
.......ฉากที่แสนประทับใจ คือนักดนตรีที่บรรเลงเพลงอย่างต่อเนื่อง  สองแม่ลูกกรุ๊บโอดูเรื่องนี้แล้วน้ำตาไหล ในขณะที่พ่อกรุ๊บเอบีหลับสนิท ส่งเสียงกรนไม่แพ้ห้องถ่านหิน  ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเพลงชื่ออะไร แต่แม่ดันร้องได้ (ร้องภาษาไทยนะ เพราะนางเคยเรียนโรงเรียนคริสต์)
.......อีกฉากที่ประทับใจไม่แพ้กันเลย คือผู้โดยสารชั้นสาม พวกเค้าไม่ได้คิดว่าตัวเองจนหรอกนะที่อยู่ชั่นสาม แต่เค้าภูมิใจกันมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้  และนั่นก็จริง เพราะตั๋วชั้นสามของเรือลำอื่นนั้น แย่กว่าตั๋วบนเรือไททานิกหลายเท่า
.......ด้วยฉากที่โรสหัดบ้วนน้ำลายนั้น ผมเองก็ลองหัดเหมือนกัน (แต่ตอนนี้ยังทำได้ดีกว่าโรสทำตอนแรกนิดนึง) รวมถึงการผิวปากด้วย  แน่ล่ะ ครอบครัวผมดัดจริตนิดๆ ที่ห้ามผมผิวปากและบ้วนน้ำลาย ทั้งๆที่บ้านเราน่ะไม่ได้อยู่ชั้นเฟิร์สคลาสซะหน่อย  หลายๆฉากที่แม่ประทับใจจนเอามาวาดแบบเสื้อ (ตอนที่แม่มีห้องเสื้อแม่ชอบวาดชุดสวยๆไว้ในสมุดเหลือใช้ของผม) และพ่อก็ชอบตื่นขึ้นมาตอนฉากที่แจ็ควาดรูปโรสเปลือยอะไรเทือกนี้ แถมเอามือมาทำเป็น กบว จำเป็น โดยที่ตัวเองดูตาเป็นมัน
 
 
 
 
.......และเนื่องในโอกาสครบ100ปีไททานิก มันก็มีนิทรรศการขึ้นมาในประเทศรอบๆไทย (เกริ่นมาซะนาน =.,=) ตอนแรกที่เห็นจัดอยู่ที่สิงคโปร์ก็ถึงกับจิกหมอนและสครีมออกมาเบาๆว่าอยากไปแต่ด้วยทุนทรัพย์ที่น้อยนิด เลยคิดว่าบินไปดูไม่ไหวแน่นอน แต่ก็ยังไม่ตัดใจนะ  พอรู้ว่ามีในไทยเลยเตรียมตัวสุดๆที่จะไปดูนิทรรศการนี้
 
 

สนใจรายละเอียดงานเพิ่มเติม TTM

.......ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นส่วนจัดแสดงงาน ตรงบันไดเลื่อนระหว่างชั้น 7 ไปชั้น 8 ที่เซ็นทรัลเวิลด์  หัวใจผมก็มองเห็นเป็นฉากที่ท่าเรือ  ที่มีคนกำลังเดินขึ้นเรือไททานิกอย่างภาคภูมิ (เรียกว่าไททานิกฟิลเตอร์ก็ได้)  แจ็คกำลังวิ่งนำผมไปอย่างร่าเริงหลังจากชนะพนันมาได้
.......น่าแปลกนะที่ตัวแจ็คกับโรสนั้น ไม่ได้ทำให้ผมประทับใจอะไรมากมาย  แต่ความต่างชนชั้นของทั้งคู่ต่างหาก ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ  ตัวแจ็คเองเป็นตัวแทนของหนุ่มเสเพลสไตล์ยุโรปที่กำลังจะไปอเมริกาทั่วๆไป  ส่วนโรสเป็นตัวแทนของคนชั้นสูงที่กำลังจะไปเริ่มต้นใหม่ที่อเมริกาโดยมีกรอบวัฒนธรรมเดิมๆอยู่  ทั้งคู่ต่างมีความหวังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่บนที่ๆเดียวกัน ถึงแม้โรสจะถูกใช้เป็นความหวังของแม่และครอบครัวมากกว่าความหวังของตัวเอง  แต่อเมริกา ก็เป็นความหวังของคนเกือบทั้งไททานิค
 


.......รูปพ่อหนุ่มยืนขายหนังสือพิมพ์นั้น ผมเคยเห็นใน 3D มาแล้ว เลยไม่ตื่นเต้น แต่รูปกัปตันและทีมเดินเรือที่เห็นมาไม่รู้กี่ครั้งยังทำให้หัวใจผมกริ๊วกร๊าวได้เสมอ  พวกลุงๆทั้งหลายจะรู้ไหมนะว่าเรือที่เขาเดินไม่ว่าจะถึงฝั่งหรือล่มมันก็เป็นหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์ไปซะแล้ว

 
ตอนถ่ายรูป ลุงดูเครียดกันมาก สงสัยช่างกล้องให้ลุงหันหน้าหาแสงแน่ๆ 
 

............มใช้สิทธินิสิต+Mcard ทำให้ราคาตั๋วจาก 500 ลดลงเหลือ 315 แต่มีค่าออกตั๋ว 10 บาท เบ็ดเสร็จก็ 325 พอดี  ตัวผมเองไม่ได้กะมาดูอะไรให้คุ้มเงินหรอก แค่ผมเคยคิดว่าเค้าจัดที่ประเทศไทยไม่ว่าตั๋วเท่าไหร่ ผมก็จะเก็บตังมาดูสักครั้งให้ได้  เป็นโชคร้ายของผมที่ว่างวันอาทิตย์พอดี และได้พบกับกลุ่มวัยรุ่นคนไทยไร้มารยาท ตั้งแต่เข้าย่างเข้าประตูงานไป จะได้รับบัตรที่หน้าตาคล้ายๆกับตั๋วที่ใช้ขึ้นเรือไททานิกจริงๆ  ผมได้อยู่ชั้นสามแหละ  เจ้าของตั๋วหมายเลข 851 นี้ ชื่อ Mr. Austin Blyler Van Billard มากับลูกชาย 2 คนคือ James William และ Walter John  พออ่านดูก็พบว่า คุณออสตินเนี่ย แกเป็นคนที่ท่องไปในยุโรปจนถึงแอฟริกาใต้ แกแต่งงานและเปิดเหมืองขุดเพชร และข้อมูลในตั๋วบอกว่าแกกำลังจะไปเปิดร้านเพชรที่อเมริกานี่ถ้าไททานิกไม่ล่มนะ ขากลับแกคงนั่งเฟิร์สคลาสแน่ๆ  
(ตั๋วนี้เอาไปเทียบรายชื่อดูได้ว่ารอดชีวิตหรือไม่ที่ส่วนจัดแสดงสุดท้ายของงาน)
 
Spoil  : (ตอนกู้ศพแกขึ้นมา ในกระเป๋าเสื้อแกยังเจอเพชรไม่ได้เจียระไนจำนวนหนึ่งเลย)
 
.......เค้าให้ผมสวมบทเป็นคุณออสตินเดินเข้าในเรือไททานิก ภายในงานมีนักเรียนที่ชนะการแข่งขันมาบรรยายตามที่ต่างๆ  แต่โชคร้ายที่ผมแต่งตัวเหมือนผู้โดยสารชั้นสามไป (มันเหมือนคนยืนบรรยาย) เลยไม่มีใครบรรยายผมซักคน  แถมเครื่องบรรยายก็ไม่พร้อมอีก . . . (เสียเพิ่ม 100 มั้งนะ ไม่แน่ใจ เพราะตอนเข้าไป อุปกรณ์ยังไม่พร้อม แต่หลายคนบอกว่าคุ้ม)
 

.......ตอนที่ผมเดินเข้าไป ผมเจอครอบครัวชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมได้เรียนภาษาของเขามาหลายปีดีดัก พอเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ ชี้ไปที่ประแจยักษ์แล้วถามผมอย่างใคร่รู้ว่า
 
"Qu'est-ce que c'est?" (นี่คืออะไรฮับ?)
ผมก็รีบตอบว่า "Je ne sais pas!" (พี่ก็ไม่รู้จ้ะ)
จะให้ตอบว่า La grande  clé ก็ไม่แน่ใจ (la clé แปลว่ากุญแจ)
 
.......จากนั้นพ่อแม่ก็มาลากพวกตัวยุ่งนี้ไปแล้วขอโทษขอโพย (มารยาทงามไม่สมกับเป็นคนฝรั่งเศสเลยอะ) และผมว่าเพราะคนกลุ่มนี้อีกนั่นแหละ ที่ทำให้เด็กไทยที่ยืนบรรยายไม่กล้าพูดกับผม ทั้งๆที่ผมหน้าตาออกจะลาว+จีน (คือพ่อมาจากเวียงจันทร์ ส่วนแม่เป็นอาหมวยไง ลูกครึ่งสุดๆ)
 
.......ในที่สุดก็เจอเด็กวัยรุ่นไทย  ที่เข้าใจว่าผมไม่ใช่คนไทยอีก  ตะโกนซะดังเลย "เหี้ย ของกูตั๋วชั้นสามว่ะ กากสัด" อยากหันกลับไปด่ามากๆ (แกไม่กลัวเจ้าของตั๋วเค้ามาหากันมั่งหรอ) แต่ด้วยความมีมารยาทสอนให้ไม่ทำอะไรไม่คิดกลับไป  คือผมให้เกียรติทุกท่านที่เดินทางบนเรือไททานิกนะ  ไม่ว่าจะไปชั้นไหน แม้จะเป็นลูกเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักดนตรีเนี่ย เป็นกลุ่มพิเศษ คือไม่ใช่ทั้งลูกเรือและผู้โดยสาร จึงไม่มีสิทธิขึ้นเรือชูชีพ เลยไม่มีใครรอดสักคน
 
 
 

.......กลับมาที่งานกันต่อ หลังจากเดินเข้ามาในห้องแรก เราจะเห็นเป็นประวัติของการสร้างเรือไททานิค (ข้อมูลอื่นๆหาเอาได้ในวิกิ)  จนถึงพิกัดกำลัง  มีชิ้นส่วนและโมเดลของเรือให้เราได้ดู  บอกตรงๆนะว่าผมขนลุกมาก  นี่คือเศษของประวัติศาสตร์ที่ถ้าไม่มางานนี้ผมไม่มีวันได้เห็นแม้จะเป็นแค่หมุดเล็กๆ  แต่นี่คือเครื่องยืนยันว่า ครั้งหนึ่งไททานิกเคยประกาศศักดากลางทะเลมาแล้ว  (ใครไม่เก็ตไม่เข้าใจไม่ซึมซับกับประโยคนี้ ปิดหน้านี้ไปได้เลย เราจูนกันไม่ติด)
 

.......ผมลองมองหากัปตันจากโมเดล ที่พี่หมีน้ำตาลบอกว่าเจอ และผมก็เจอ! ตื่นเต้นชะมัด
(อยากรู้ว่ากัปตันอยู่ตรงไหนต้องไปดูเอง) สิ่งที่พบในห้องที่ 1 นอกจากความรู้ทั่วไป คือ
1. ไททานิกนั้นไม่ได้ใช้ปล่องควันกับหวูดครบทุกปล่อง แต่แค่ประดับไว้ให้ดูสมดุลเท่านั้น
     อยากเห็นหน้าคนออกแบบจริงๆ (ได้เห็นด้วยล่ะ)
2. แม้ระบบ