ย่างสู่อิสรภาพ

posted on 20 Jun 2013 00:23 by nuicekung directory Fiction, Diary, Idea
When I'm feeling blue,
rain is falling through,
comming of the twilight
so, it might be a long night
 
ความเศร้าโหมซ้ำกระหน่ำซัด
สายฝนพร่างพราวลงมา
ความมืดย่างเย้าเข้ามาใกล้
กลางคืนอันแสนยาวนานเริ่มต้น 
กลางเดือนมิถุนายนฝนหล่นลงมาเป็นสายราวกับตอกบัตรเข้างานเวลาเลิกงานของเราพอดี
สายฝนที่สาดลงมา เหมือนจะชะล้างความสดใสในใจหลายๆคนไป
แสงแดดที่เริ่มน้อยลง แปรผกผันกับเมฆที่หนาขึ้นราวกำแพงกั้น
อาจทำให้หลายๆ คน เกิดความเศร้ากับชีวิต และท้อถอย
 
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่คนที่กำลังเศร้ากับชีวิต
หลายครั้งเลย ที่คิดว่าชีวิตมันยาก อยากหยุด อยากทิ้งสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้
เพราะมันเหมือนว่ายน้ำกลางมหาสมุทร ไม่รู้จะถึงฝั่งวันไหน
ไม่รู้จะหมดแรงลงไปเมื่อใด
 
แต่ชีวิตก็ยังคงเป็นชีวิต
ยิ่งข้อจำกัดเยอะ ยิ่งทิ้งอะไรต่อมิอะไรไปไม่ได้
ทำให้เราได้คิดกับตัวเองมากขึ้น
 
 วันนี้ เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว
เราทำงานในหน่วยงานราชการ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
บรรยากาศดีมาก คนร่วมงานเป็นคนไทยนิสัยไทยๆ ทั่วไป
มีหลายสิ่งที่เรารำคาญมาก เรื่องพวกพ้องเอย เรื่องการนินทาเอย
แต่เรากลับไม่เครียดเท่าตอนนี้
 
ชีวิตตอนนี้เราอยู่ในเมือง อีกด้านของเจ้าพระยา ที่มองไม่เห็นแม่น้ำ
วิวจากริมแม่น้ำกลายเป็นตึกสูง สุสาน รถไฟฟ้า และทางด่วน
พระอาทิตย์ดวงเดิมกลับดูสว่างจ้าขึ้น พอๆ กันกับฝนที่มืดครึ้มน่ากลัวมากขึ้น
 
การทำงานเจอคนใหม่ๆ มากขึ้น
อยู่ในสังคมที่แทบจะเรียกได้ว่าคนละโลกกับที่เคยทำมา
เพื่อนร่วมงานเปี่ยมไปด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์
ไม่มีการนินทา ไม่มีเรื่องน่าเหนื่อยใจ
แต่กลับอยากหนีขึ้นมาเสียอย่างนั้น อยากหนีไปให้ไกลๆ
 
หลายคนว่าเราเรื่องมาก
 
ส่งสายตาราวกับจะบอกว่า
"อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ"
แต่ไม่ได้พูดออกมา
วินาทีหนึ่ง ตอนสายๆ เราคิดว่า ถ้าเราตายไปเนี่ย จะดีกว่าไหมนะ
ทิ้งทุกอย่างไปเลย หนีปัญหาไปคนเดียว
 
สิ่งนึงที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา คือต้นพืชเล็กๆ บนสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต
ใครเดินไปมา มองผ่านๆ อาจจะเห็นว่าพนักงานสถานีทำงานไม่เรียบร้อย
แต่ฉันขนลุกอย่างประหลาด
 
 
เราอยู่ในประเทศที่ไม่มีดิน แต่พืชก็สามารถงอกขึ้นมาได้เชียวนะ
ชีวิตในพื้นที่อุดมสมบูรณ์แบบนี้ ทำไมเรารีบทิ้งมันไปล่ะ?
 
 
คิดได้ดังนั้น ก็ทำให้คิดหนักเข้าไปอีก
 
เราไม่ใช่คนโลกสวยอะไร
แบกรับปัญหาชีวิตตั้งแต่เด็ก
เคยเขียนเรื่องสั้น มีแต่คนชมว่าเขียนได้น้ำเน่ามาก
ได้แต่เก็บความจริงว่านั่นคือชีวิตเราเองเอาไว้
 
 ลองมานึกๆ ดูถึงสิ่งที่เคยทำแล้วไม่ผิดหวังในชีวิต
ครั้งหนึ่งเคยแย่งชิงที่นั่งในวิชาภาษาอังกฤษของ ม.เกษตร
วิชาการเขียนภาษาอังกฤษ ที่ อ.ผู้สอนเป็นคนเกาหลี
คาบแรกที่ยังแอดไม่ได้ กะไปนั่งซีทอิน มีเซคของอาจารย์ฝรั่งอีกคนสอนอยู่ชั้นข้างล่าง
แต่อะไรไม่รู้ ทำให้เข้ามาซีทอินกับอาจารย์คนนี้
10 นาทีแรกของการเริ่มสอน เรากดแอดเซคของอาจารย์เรย์มอนด์ที่สอนอยู่ชั้้นล่างได้
ขณะที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง อาจารย์ยื่น Certificate ขอตัวเองมาให้เราดู
อาจารย์คนนี้ ชื่อ พอล จุนบอม อี
จบเท็กซ์ซํสยูนิเวอร์ซิตี้ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
เท้าลากตัวฉันกลับมานั่งที่และตั้งใจเรียน และถอนเซคข้างล่างทิ้งไป
คิดดูสิ มีอาจารย์คนไหนไหม เอาผลการเรียนของตัวเองมายืนยันก่อนสอน
 
 
คาบเรียนของพอลสนุกมาก เหมือนกลับไปเรียนภาษาอังกฤษสมัยมัธยม
ซึ่งใช้สอบในข้อสอบกลางไม่ได้แน่ๆ ทำให้มีหลายคนดรอบเซคนี้ทิ้ง
และก็เป็นโชคดีของเราที่แอดวิชานี้ได้ ก่อนที่จะหมดช่วงเวลาแอดดรอป
 
คาบหนึ่ง พอลเล่าประวัติตัวเองให้ฟังว่าเคยมาทำงานอาสาสมัครในไทยแล้วชอบ
เลยหาโอกาสมาทำงาน มาเรียนรู้ประเทศไทย ตอนนี้เค้าได้รับเชิญไปสอนที่เอแบคแล้วนะ
เค้าบอกว่า คนไทยนี่แปลก อยู่ในประเทศท่องเที่ยวน แต่ไม่ค่อยได้ออกไปท่องเที่ยวกันเลย
 
พอลถามว่า มีใครเคยไปเขาพระวิหารไหม?
ในห้องมียกมืออยู่สองคน ทำตาปริบๆอยู่สามสิบกว่าคน
พอลถึงกับหัวเสีย บ่นเสียดายว่า เห้ย ใกล้แค่นี้ ทำไมไม่ไปล่ะ มรดกโลกเชียวนะ
ไทยสามสิบกว่าชีิวิตส่ายหน้างงๆ
พอลเลยเล่าว่า ตอนเค้าเรียนจบมัธยม พ่อแม่เค้าบอกว่า อย่าเพิ่งทำงานนะ อย่าเพิ่งเรียนต่อนะ
ให้ออกไปท่องเที่ยวก่อน ไปไหนก็ได้ ไกลๆ คนเดียว ไปให้นานที่สุด จนกว่าจะพร้อมกลับบ้าน
เด็กๆ ถามพอลว่าทำไม?
พอลบอกว่า ก็ไปหาที่ๆ ยืนแล้วสูดหายใจได้เต็มปอดน่ะสิ
 
หลายๆ ครั้งที่เราถูกครอบด้วยกรอบประเพณี
ความจำกัดทางสังคม หน้าที่ ความรับผิดชอบ
จนลืมไปว่าเราทำอะไรแล้วมีความสุข
การออกไปดูโลกคนเดียว อาจจะทำให้เราพบสิ่งใหม่ๆ
เจอโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
หรือแม้แต่ค้นพบภายในจิตใจของตัวเองว่าชอบทำอะไรจริงๆ
หรือถ้าไม่พบอะไร ให้สังเกตทุกอย่างรอบๆ ตัว
แม้แต่ความรู้สึกระหว่างเดินทางกลับบ้านก็จะเปลี่ยนไป
 
 
พอลบอกว่า คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงินมากขนาดนั้น
แค่รู้ว่าคนรอบๆ ตัวต้องการอะไร โอกาสหาเงินก็จะมาเอง
พอลโชว์เคสไอโฟนประดับคริสตัลชวารอฟกี้ให้ดูอย่างอวดๆ
พอลขายเคสไอโฟนตอนไอโฟนยังไม่เป็นที่นิยมในไทย ได้สัปดาห์ละ 21 ล้าน
มีคนถามพอลว่า จะมาสอนให้เหนื่อยทำไม
พอลบอกว่า การสอนก็คือความสุข เพราะพ่อของเขาเป็นอาจารย์ที่ดี
พอลอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ เหมือนพ่อของเขา
 
จบคาบนั้น
ความรู้สึกรอบๆ ตัวของฉันเริ่มเปลี่ยนไป
ฉันเฝ้ามองสิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยสายตาคู่เดิม
แต่โลกกลับมีสีชัดเจนจนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
 
 
 
 
สายตาที่มองโลกละเอียดขึ้นทำให้เห็นว่า
ผู้คนที่อาศัยบนรถไฟฟ้า กลับแตกต่างจากรถสองแถวหน้าที่ทำงาน
คนรถไฟฟ้าผิวไม่ดี มีเครื่องสำอางปกปิด ไม่เปล่งปลั่งจากภายใน
คนบนรถสองแถวผิวกร้านแดด ไม่บำรุงอะไร แต่ดูสดใสกว่านัก
คงเพราะรอยยิ้มที่ชัดเจนว่าคนยิ้มรู้สึกแบบใด
นี่คงเป็นเสน่ห์คนไทยที่พอลชอบนัก
 
 
 
"
เราใช้ชีวิตกันหนักเกินไปรึเปล่านะ
"
คำถามนี้เกิดจากการได้ใช้ชีวิตแบบปกติซ้ำๆ กันทุกวันครบสามเดือน
ระยะเวลาฝึกงานทั่วไปมักจะประมาณสามเดือน
สำหรับเรา สามเดือนคือความหมดไฟ ถ้าผ่านไปได้ จะกลายเป็นความเคยชิน
 
ชีวิตตอนนี้ ทำให้นึกถึงเชฟหมี
ต้องยอมรับว่า คณะมนุษยศาสตร์ ที่เกษตร ให้อะไรเราหลายอย่างมาก
ตอนนั้น ทุกคนรู้จักเชฟหมีจากครัวกากๆ
แต่อาจารย์ รู้จักเชฟหมีในฐานะอาจารย์
 งานนั้นไม่บังคับให้เข้าร่วม แต่จัดให้บัณฑิตทุกคน
ให้เชฟหมีมาพูดเรื่องคุณธรรม
 
 
 
เชฟหมีมีครูคนนึง
เขียนหนังสือชื่อ "เดินสู่อิสรภาพ" 
เป็นหนังสือที่เล่าชีวิตชายคนหนึ่งทีต้องการหาคำตอบให้ชีวิต
โดยการเดินจากเชียงใหม่ กลับเกาะสมุย โดยไม่ใช้จ่ายเงิน ไม่พึ่งพาคนอื่น
เชฟหมีเล่าคร่าวๆ แต่สิ่งที่จับใจ กลายเป็นตะกอนอยู่ทุกวันนี้คือคำพูดหนึ่ง
คนที่ให้ความช่วยเหลือ อ.ประมวล กลับเป็นคนเก็บขยะ ที่แทบจะไม่มีกิน
คนอื่นๆ กลับเดินผ่านไปอย่างไม่แยแส เหมือนอยู่คนละสังคมกัน
คำูพูดนั้น เติมสีดำให้โลกของฉันโดยสมบูรณ์
 
จนถึงตอนนี้ ยังรู้สึกว่าเกษตรเป็นห่วงเรามาก
เพราะโทรมาสอบถามภาวะการมีงานทำทุกปี 
คำพูดเรื่องคุณธรรมที่เชพหมีพูดมีประโยคเดียว
นั่นก็คือ "คุณธรรมสำหรับผม คือการมองอีกฝ่ายให้เท่าเทียมกับตัวเอง"
ภาพครัวกากๆ นมสั่นๆ หายไปหมด ผู้ช่ายแว่นดำ อ้วน มีหนวดตรงหน้า
หล่อขึ้นมาก เหมือนตอนชูถ้วยแฟนพันธุ์แท้อยู่ทีเดียวเชียว
 
 
 
จนถึงตอนนี้ก็ยังหาหนังสือเล่มนั้นอ่านไม่ได้
การเข้าถึงห้องสมุดของคนกรุงเทพเรียกว่ายากมาก
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนต่างจังหวัด
 
พอเรียนจบก็เหมือนถูกตัดขาดจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
สิทธิการยืมหนังสือหายไป ค่าเข้าก็ต้องจ่าย 
ที่สำคัญคือห้องสมุดประชาชนใกล้ๆ บ้านเป็นเหมือนผี
รู้ว่ามี แต่ยังไม่เคยเจอจังๆ
 
มีรายการหนึ่งที่เปิดผ่านๆ
เป็นรายการจากช่องที่ไม่เคยคิดจะเปิดดู
พิธีกรเป็นชายลายสก็อต ไปเมืองเชอร์โนบิล
ตรรกะในความคิดของเขาน่าหลงใหลมาก
คือไม่ขาว ไม่ดำ ไม่ปรุงแต่ง
รายการนำเสนอแบบตรงๆ
ไม่ได้บอกว่าดี ไม่ได้บอกว่าแย่
ให้คิดเอาเอง "พื้นที่ชีวิต" 
 
 
ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวเอง ก็จงดูรายการท่องเที่ยวซะ
เราอยู่ในยุคที่การท่องเที่ยวไกลแค่ไหนไปได้ด้วยปลายนิ้ว
จิ้มกูเกิลสตรีทวิวที เหมือนยืนอยู่บนถนนเกาหลีแบบย้อนหลัง
ถ้าใครเถียงว่า เฮ้ย ไปเที่ยวจริงๆดีกว่าอีก
ขอให้แบกเป้ไปเลย
ถ้ามีเงินพอ ก็อยากไปเที่ยวไกลๆ เหมือนกันนะ
แต่อีรายการนี้น่ะ ชอบพาไปเมืองที่ไปเองไม่ได้
ประเทศปิดเอย ประเทศที่มีสงครามกลางเมืองบ่อยๆ
เป็นประเทศที่ตรูดูทีวีอยู่บ้าน สุขกว่าเยอะเลย
ได้ดูทุกครั้ง ชอบตอนที่ไม่มีนิ้วกลม (ยกเว้นตอนนิ้วกลมโดนชก - มวย)
 พี่สิงห์แพดเดิลป็อป (วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) <อยากเรียกแบบนี้
เป็นพิธีกรที่จังหวะการพูดเท่ดี น้ำเสียงโอเค
ส่วนนิ้วกลมที่เราอคติส่วนตัว พูดยานไปนิด
เราเคยยืมหนังสือนิ้วกลมมาจากเด็กหญิงคนหนึ่ง
รู้จักกันเพราะเล่นคอมใกล้กันในห้องสมุดคณะ
เธอชอบนิ้วกลมมากบอกว่าผู้ชายคนนี้คือแรงบันดาลใจ
 
เธอเริ่มเขียนบล็อกจากการอ่านนิ้วกลม
และทำให้รู้ว่า ภาษายืดๆ ตัวอักษรเยอะ จับใจคนอ่านได้มากแค่ไหน
พอถามๆ ดู คนรอบๆ ตัว ชอบงานเขียนของเขามากเหลือเกิน
แต่อย่างไร ฉันก็อยากให้นิ้วกลมเขียนอย่างเดียวอยู่ดี
ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ (หลังๆ เริ่มพัฒนาละ พูดน่าฟังขึ้น)
 
พี่สิงห์เป็นคนที่เจ๋งมากๆ แลดูอะเลิร์ทเปิ๊ดสะก๊าด และตัดอ้อย
ถ้าใครกำลังหาคำตอบยากๆ ให้กับชีวิตมึนๆ
แนะนำให้ดูพื้นที่ชีวิตตอนของพี่สิงห์
เราจะได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ชายคนนี้เยอะมาก
เรียกได้ว่า ร้อนจนออกมาจากจอเลย
 
 
 
ช่วงนี้เกิดคำถามในใจบ่อยๆ ว่า
ความสุขคืออะไร
แล้วก็เดินถามคนรอบๆ ตัวที่คิดว่าเขามีความสุข
เห็นได้ชัดว่า ความสุขของบางคนมาจากเรื่องเล็กๆ
และเกือบทุกคนที่เรามองว่าน่าอิจฉา
ซ่อนหน้ากากของความทุกข์ไว้
รอวันเอาไปทำลายที่ปลายทางแห่งอิสรภาพ
 
 
 
 
 วันนี้ที่เขียนบล็อกนี้ไม่หยุดมากว่าชั่วโมง
เพื่อเตือนตัวเองว่า ถ้ารู้สึกถูกผูกมัดกับชีวิต ควรทำอย่างไร
และเหมือนตอนนี้ คำตอบจะอยู่ในใจของคนที่เขียนและอ่านบล็อกนี้แล้ว
 
 
 ขอให้คุณใช้สองเท้าเล็กๆ ของคุณ
ค่อยๆ เดินสู่อิสรภาพอันยิ่งใหญ่
ไม่ต้องรีบร้อน เดินด้วยแรงเท่าที่มี
แต่อย่าหยุดเดิน
 

Comment

Comment:

Tweet